บทที่ 5 บท 4

“ม—แม่จ๋า เมื่อกี้เสียงใครอ่า” เฉาก๊วยที่ได้สติก่อนใครกระซิบถามกันเสียงแผ่ว ขณะเดียวกันอีกฝ่ายก็ซุกตัวเข้าหาชิลินคล้ายกับเขาเป็นที่กำบังเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถให้ความปลอดภัยแก่เจ้าตัวได้

“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” ชิลินตอบกลับไปเสียงแผ่ว เวลาเดียวกันสายตาของเขาก็จ้องมองประตูห้องพักด้วยความหวาดระแวง เมื่อชิลินไม่รู้เลยว่าสิ่งที่กำลังยืนอยู่หน้าห้องเขา มันเป็นตัวอะไรกันแน่

เป็นเจ้าที่เจ้าทางของที่นี่หรือว่าเป็นผีที่สิงสู่อยู่ในหอพักแห่งนี้ ชิลินไม่อาจทราบได้และเขาก็ไม่ต้องการที่จะตามหาความจริงเหล่านั้นด้วย

“ม—แม่จ๋า หนูกลัว” นมสดที่มีนิสัยตื่นตระหนกและขี้กลัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร รีบถลาขึ้นมานั่งอยู่บนตักและซุกอยู่ที่อกของเขาทั้งอาการตัวสั่นเทา

“ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร” ชิลินพูดปลอบขวัญแก๊งกุมารทั้งสองตัว โดยเขาก็งงตัวเองอยู่เหมือนกันว่าทำไมเขาจะต้องมานั่งปลอบขวัญเฉาก๊วยกับนมสดด้วย ในเมื่อทั้งคู่ตายไปแล้วและคนที่ควรจะกลัวมากที่สุดก็ควรจะเป็นชิลินต่างหาก

“เหวอ!”

ในจังหวะที่มือทั้งสองข้างของชิลินกำลังลูบหัวลูบหางเพื่อปลอบโยนกุมารทองทั้งสองตัว และภายในห้องก็กำลังตกอยู่ในความเงียบ ทั้งสามที่กำลังอยู่บนเตียงเดียวกันนั่งจับกลุ่มเป็นก้อนกลมก็มีเหตุให้ต้องสะดุ้งจนตัวโยนอีกครั้ง เมื่อจู่ ๆ เครื่องมือสื่อสารของชิลินที่ตอนนี้เขาได้ย้ายมันมาชาร์จไฟทิ้งไว้ข้างหัวเตียงได้แผดเสียงร้องขึ้นมาอีกครั้ง

วินาทีนั้นหัวใจของชิลินร่วงไปถึงตาตุ่ม เมื่อจังหวะเวลามันช่างเหมือนกับเขาอยู่ในหนังสยองขวัญอย่างไรอย่างนั้น ทว่ายังไม่ทันที่ชิลินจะได้คิดอะไรมากกว่านั้น พอตั้งสติได้เขาก็รีบเอื้อมมือไปหยิบเครื่องมือสื่อสารของตัวเองขึ้นมาดู ก่อนที่จะพบว่าเพื่อนสนิทโทรมาหากันอีกแล้ว

“นี่ตั้งใจจะตื๊อให้ได้เลยใช่ไหมเนี่ย” ชิลินที่เห็นชื่อของเพื่อนสนิทโชว์เด่นอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์เอ่ยขึ้นอีกครั้งพลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรงและกดรับสายอีกฝ่าย เนื่องจากหากเขาไม่กดรับสายอีกฝ่ายในตอนนี้ เห็นทีเจ๋งคงจะโทรมาหากันจนกว่าเขาจะรับสายแน่

“มีอะไร แล้วทำไมต้องเปิดกล้องด้วยเนี่ย” ทันทีที่กดรับสายอีกฝ่ายแล้ว ชิลินก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ

[ก็อยากให้มึงเห็นบรรยากาศไง มึงไม่อยากมาสนุกด้วยกันจริง ๆ เหรอวะ?] คนในสายไม่พูดเปล่า แต่เจ้าตัวยังพยายามแพลนกล้องไปทั่วร้านอย่างช้า ๆ ตั้งใจจะให้ชิลินมองเห็นบรรยากาศความสนุกสนานภายในร้าน เผื่อว่าเขาจะเปลี่ยนใจ

“ก็บอกไปแล้วไงว่าแค่อยากนอนดูหนังอยู่ในห้องแบบเงียบ ๆ” ชิลินยังคงยืนกรานความต้องการของตัวเองด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ต่อให้จนถึงตอนนี้เขาจะยังไม่ได้เปิดดูหนังอะไรเลยก็ตาม เนื่องจากมันดันเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเสียก่อน

[มาเถอะ มึงอย่าพยายามเก็บตัวขนาดนั้นเลย ไม่อยากเจอเพื่อนใหม่บ้างเหรอ?] เจ๋งยังคงพยายามพูดโน้มน้าวกันอย่างไม่ยอมแพ้ พร้อมโชว์ให้เห็นว่าตอนนี้ที่โต๊ะของเจ้าตัวกำลังมีใครนั่งอยู่บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็ล้วนแต่เป็นเพื่อนคณะเดียวกันแต่ต่างสาขาทั้งนั้น

“แล้ว… ในโต๊ะมีใครบ้างเหรอ” เพราะพอชิลินลองเพ่งสายตาเข้าไปในแสงสลัวภายในร้าน เขาก็ดันเห็นเหมือนคนที่เขาเพิ่งเจอไปเมื่อตอนเย็น ชิลินที่ในตอนแรกไม่ได้มีความสนใจเรื่องความมึนเมาและแสงสีเสียงใด ๆ เลยจึงรีบถามเพื่อให้แน่ใจ โดยเขาก็ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการถามเปรย ๆ แบบไม่เผยพิรุธให้เพื่อนตัวเองจับได้

[หลายคนเลยนะ กูพูดชื่อไม่หมดหรอก] เจ๋งเอ่ยพร้อมหันซ้ายหันขวา ก่อนที่เจ้าตัวจะดึงคนที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุดเข้ามาอยู่ในเฟรมเดียวกัน

[ไอ้ชิลิน! มึงจำคนนี้ได้ปะที่พวกเราเจอกันเมื่อตอนเที่ยงที่ร้านอาแปะอะ เขาชื่อเจ้าสมุทรเป็นเพื่อนใหม่กูเอง] เจ๋งพูดพร้อมยักคิ้วใส่กันเหมือนต้องการอวดโอ้เพื่อนใหม่ของตัวเองให้ชิลินเกิดความอิจฉา

ซึ่งพอชิลินเห็นใบหน้าที่เขาเพิ่งบังเอิญเจออีกฝ่ายไปเมื่อตอนเย็นอีกครั้ง เขาก็นิ่งไปโดยพลัน เมื่อเขารู้สึกว่าตลอดทั้งวันนี้ตนเองบังเอิญเจอเจ้าสมุทรบ่อยเกินไป ราวกับมีคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อย่างไรอย่างนั้น

[เพื่อนในสายชื่ออะไรนะ] เจ้าสมุทรที่โบกมือทักทายชิลินผ่านกล้องด้วยท่าทีเป็นมิตรหันไปถามเจ๋งอีกครั้ง เมื่อเจ้าตัวได้ยินชื่อกันไม่ชัด

[ชิลิน ๆ เออ… แต่จะว่าไปแล้วมึงบอกให้มันออกมาหน่อยดิ เพราะไอ้นี่มันชอบอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมออกมาเจอเพื่อนคนอื่นเขาสักที] เจ๋งได้โอกาสก็รีบไหว้วานให้เจ้าสมุทรช่วยโน้มน้าวกันอีกแรง โดยในวินาทีเดียวกันนั้นชิลินที่ได้ยินทุกอย่างก็เบิกตากว้างทันที เมื่อเขาไม่คิดว่าเพื่อนจะทำแบบนี้

“นี่!” ชิลินอ้าปาก เตรียมจะต่อว่าเพื่อนของเขา แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำแบบนั้น เจ้าสมุทรที่กำลังถือเครื่องมือสื่อสารของเจ๋งเอาไว้เองก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

[มาเถอะ… ชิลิน]

“…”

[ถ้าไม่มาคืนนี้ เจ๋งคงบ่นเรื่องนี้ไม่หยุดแน่] อีกฝ่ายพูดต่อ ซึ่งประโยคถัดมานี้ก็ทำให้ชิลินอดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายรำคาญความขี้โวยวายของเจ๋งหรือไม่ถึงได้พูดออกมาแบบนี้

[ทำไมเมื่อกี้ฟังดูทะแม่ง ๆ วะ นี่มึงรำคาญกูเหรอ?] เจ๋งที่ปล่อยให้เจ้าสมุทรพูดโน้มน้าวชิลิน ขณะที่เจ้าตัวก็นั่งกระดกแก้วอยู่ข้าง ๆ กันพูดแทรกเข้ามาในสาย

[คิดมากน่า] เจ้าสมุทรปฏิเสธกลับไปเพียงสั้น ๆ จากนั้นเจ้าตัวก็กลับมาให้ความสนใจกับชิลินอีกครั้ง และพยายามพูดโน้มน้าวกันอีกรอบ

[มาเร็ว หรือจะให้เราออกไปรับก็ได้นะ]

“ต—แต่ตอนนี้เราใส่ชุดพร้อมจะเข้านอนแล้วอะดิ” เนื่องจากดูท่าแล้วหากชิลินไม่ยอมพูดอะไรสักอย่าง เรื่องมันคงไม่จบแค่เท่านี้ ชิลินจึงเอ่ยออกไปแบบนั้นด้วยน้ำเสียงลำบากใจ

โดยเขาก็ไม่ได้พูดเปล่า แต่ยังแพลนกล้องไปยังชุดนอนของตัวเองที่เป็นชุดนอนผ้าเนื้อบางธรรมดาสีเหลืองอ๋อยและมีรูปหมีสีน้ำตาลประดับเป็นลายให้คนในกล้องได้ดูด้วย เผื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่เชื่อว่าชิลินในตอนนี้พร้อมที่จะเข้านอนแล้ว ซึ่งการกระทำของเขาก็ทำให้คนในกล้องเงียบไปทันที

[ชุดนอนน่ารักดีนะ] เจ้าสมุทรกล่าวชมลายชุดนอนชิลินเพียงสั้น ๆ ทว่ามันกลับสามารถทำให้คนที่กำลังสวมใส่ชุดนอนที่ว่ามีอาการหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างง่ายดาย ราวกับเป็นตัวเองที่ได้รับคำชมเหล่านั้น

[ตอนนี้ชิลินอยู่กับน้องเหรอ] เจ้าสมุทรถามกัน

“หืม?” ชิลินขานรับแบบงง ๆ เมื่อเขาไม่เข้าใจว่าเจ้าสมุทรกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่

[ก็เมื่อกี้เราเห็นมีเด็กสองคนวิ่งผ่านหลังชิลินไป]

“…”

[คนหนึ่งผมสีเข้ม คนหนึ่งผมสีอ่อน น่าจะอายุขวบสองขวบหรือเปล่านะ?] ช่วงท้ายประโยคเจ้าสมุทรพูดเสียงแผ่ว คล้ายกับเจ้าตัวไม่มั่นใจในเรื่องนี้ ทว่าคำพูดเหล่านั้นของอีกฝ่ายมันทำให้ชิลินต้องเงียบไปครู่หนึ่ง หลังดูเหมือนเฉาก๊วยนมสดจะสร้างเรื่องให้เขาอีกแล้ว

“อ๋อ ใช่ พวกเขาเป็นน้องชายห้องข้าง ๆ กันน่ะ พอดีเขาเอามาฝากไว้ชั่วคราว” แทนที่ชิลินจะปฏิเสธว่าไม่มีอะไรอยู่ในห้องเขาเลย เขาก็เลือกที่จะยอมรับไปแบบนั้นแทน เมื่อเจ้าสมุทรลงรายละเอียดลึกเกินกว่าที่เขาจะปฏิเสธกลับไป

“นี่แหละ เพราะคืนนี้เรามีเด็กเล็กมาเล่นที่ห้อง เราก็เลยไม่อยากออกไปไหนน่ะ” พอชิลินได้โอกาสเขาก็รีบยกเหตุผลขึ้นมากล่าวอ้างเพิ่มเติม เพื่อที่ทุกคนจะได้หยุดตื๊อกันเสียที

[น่าเสียดายจังเลยเนอะ] เจ้าสมุทรที่ได้ยินแบบนั้นบอกกลับมาด้วยน้ำเสียงเสียดายตามปากที่พูด จากนั้นเจ้าตัวก็ส่งโทรศัพท์กลับคืนไปให้เจ๋ง เมื่อมันไม่เหลือธุระอะไรให้ทั้งคู่ต้องพูดคุยกันต่อแล้ว และหลังจากนั้นเพียงไม่นานสายก็ถูกตัดไป

“ทำไมพวกนายถึงอยากมีตัวตนนัก อยู่กันแบบเงียบ ๆ ไม่ได้หรือไง” หลังหน้าจอโทรศัพท์ดับลงแล้ว ชิลินก็หันไปโวยวายใส่แก๊งกุมารที่มีนิสัยชอบปรากฏตัวให้คนอื่นเห็นบ่อย ๆ แทบจะทันที

“หนูเปล่านะ!” เฉาก๊วยที่เริ่มพาน้องวิ่งเล่นไปทั่วห้องอีกครั้งหยุดวิ่งแล้วหันกลับมาปฏิเสธกันทันควัน

“หนูเองก้อเปล่าเหมือนกัน” นมสดหันหน้ามาปฏิเสธเหมือนอย่างพี่ชาย และนั่นก็ทำให้ชิลินต้องพ่นลมหายใจออกมาอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะทิ้งร่างลงบนเตียงแล้วแดดิ้นไปมาอยู่แบบนั้น เมื่อเขาไม่รู้เลยว่าตัวเองควรจะดีใจที่ได้มีโอกาสคุยกับเจ้าสมุทรเป็นครั้งแรกหรือว่าเขาควรจะปวดหัวที่เฉาก๊วยนมสดพยายามแสดงตัวตนให้อีกฝ่ายเห็นดี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป